สิ่งที่ควรรู้ 10 ประการของระบบ Windows 7

September 28, 2011
  1. การทำงานร่วมกันได้กับโปรแกรมอื่น  ระบบ Windows 7 นั้นสร้างขึ้นมาจากระบบโครงสร้างแบบเดียวกับ Windows Vista ดังนั้นโปรแกรมต่างๆ จะสามารถทำงานร่วมกันเมื่อข้ามระบบปฏิบัติการกันได้ ด้วยเหตุผลนี้เพียงเหตุผลเดียวก็จะทำให้การอัพเกรดเป็นระบบ Windows 7 นั้นง่ายกว่าการอัพเกรดจากระบบ Windows XP เป็นระบบ Windows Vista ถ้าองค์กรของคุณเหมือนกับองค์กรทั่วๆ ไป คือ ยังใช้ระบบงาน Windows XP อยู่ คุณก็ต้องอัพเดตโปรแกรมหลักๆ ของคุณ แต่ถ้าคุณเริ่มต้นจากระบบ Windows Vista ซึ่งมีทั้งโปรแกรมที่ใช้งานร่วมกันได้กับระบบ Windows 7 และโปรแกรม Shim ที่ได้รับการทดสอบมาอย่างดี ก็จะทำให้งานของคุณง่ายขึ้นมาก
  2. การทำงานร่วมกันได้ของฮาร์ดแวร์และความต้องการต่างๆ ระบบ Windows 7 นั้นถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ดีบนฮาร์ดแวร์ที่สามารถรันระบบ Windows Vista ได้ดีเช่นกัน แถมยังทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่าและเสถียรกว่าด้วย ทีมงานออกแบบ Windows 7 นั้นได้มุ่งความสนใจไปที่โปรแกรมพื้นฐานต่างๆ รวมไปถึงการรักษาการทำงานร่วมกันของโปรแกรมและฮาร์ดแวร์ต่างๆ ด้วย ในระบบการทำงานจริง คุณจะพบว่าระบบ Windows 7 นั้นใช้เวลาบูทได้เร็วกว่าและยังใช้พื้นที่ในหน่วยความจำหลักน้อยกว่า Windows Vista อีกต่างหาก
  3. ทำงานร่วมกับระบบ Windows Server 2008 ได้ดีกว่า ประโยชน์หลักอย่างหนึ่งของระบบปฏิบัติการตัวใหม่เอี่ยมอ่องอย่าง Windows 7 นี้คือ ระบบ Windows 7 และระบบ Windows Server 2008 จะใช้โค้ดแบบเดียวกันและมีโครงสร้างการให้บริการ (Servicing model) แบบเดียว โครงสร้างการให้บริการนี้หมายถึงว่า ถ้าระบบมีการอัพเดตหรือมีการอัพเดตทางด้านระบบความปลอดภัย ข้อมูลอัพเดตเหล่านี้จะมีการแชร์กันในเครื่องพีซีและเครื่องเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมด ทำให้การรักษาโครงสร้างของระบบอัพเดตทำได้ง่ายขึ้น
  4. การเข้ารหัสข้อมูลที่ครอบคลุมไปถึงอุปกรณ์ต่อที่ถอดออกได้ ปัจจุบันมีข่าวออกมามากเหลือเกินว่า บริษัทต่างๆ นั้นได้สูญเสียข้อมูลชิ้นสำคัญๆ ไป บางธุรกิจนั้น การสูญเสียข้อมูลสำคัญก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางกฎหมายตามมา แต่ในบางวงการ การสูญเสียข้อมูลอาจทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็นในกรณีไหนก็ตาม นโยบายรักษาความปลอดภัยที่รอบคอบพอสามารถกำหนดได้ว่า ข้อมูลสำคัญจะต้องได้รับการปกป้องในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์หายหรือโดนขโมยไป นอกเหนือจากนั้น การป้องกันไม่ให้ข้อมูลที่เป็นความลับโดนเอาออกไปจากระบบขององค์กรก็เป็นสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งในการจัดการการปฏิบัติตามนโยบายที่มีประสิทธิภาพ
  5. ควบคุมว่าโปรแกรมไหนทำงานบนเครื่องใดได้บ้าง ระบบ Windows 7 มีโปรแกรมชื่อว่า AppLocker ซึ่งจะเอื้อให้ผู้ดูแลระบบไอทีสามารถกำหนดได้ว่า โปรแกรมใดสามารถทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ใดได้บ้าง ด้วยโปรแกรมนี้ คุณสามารถจัดการการลงโปรแกรมที่ถูกกฎหมายและสามารถควบคุมโปรแกรมที่สำคัญๆ ได้ แต่ที่สำคัญที่สุด คือ มันสามารถป้องกันไม่ให้มีโปรแกรมมุ่งร้าย (MaIware) มาทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ในองค์กรได้ โปรแกรม AppLocker ทำงานแบบใช้กฎ ซึ่งจะกำหนดว่าเครื่องไหนรันแอพพลิเคชั่นใดได้บ้าง และจะมี Publisher rules ที่จะเก็บรายละเอียดกฎเอาไว้ เมื่อมีการอัพเดตเวอร์ชั่นโปรแกรมเรื่อยๆ
  6. เขียนสคริปต์ตั้งค่าเพื่อให้ระบบทำงานกิจวัตรแทนคุณได้อย่างอัตโนมัติ  เพื่อให้ผู้ดูแลระบบไอทีสามารถรักษาสภาพแวดล้อมระบบให้คงที่และเพิ่มผลผลิตในการทำงาน ระบบ Windows 7 ได้จัดเตรียมระบบการจัดการสคริปต์แบบกราฟิกรูปแบบใหม่ หรือโปรแกรม Windows PowerShell 2.0 ที่เป็นภาษาการเขียนสคริปต์ที่สมบูรณ์และทรงพลัง ซึ่งรองรับการขยายโครงสร้าง (Branching), การวนลูป (Looping), ฟังก์ชั่นต่างๆ, การแก้ไขโปรแกรม, การจัดการข้อผิดพลาด (Exception Handling), และการทำให้เป็นค่าสากล (Internationalization)
  7. สามารถหาหนทางแก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบ Windows 7 นั้นได้เตรียมเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณระบุปัญหาและหาทางแก้ไขปัญหาได้เร็วยิ่งขึ้น แต่ถ้าคุณจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจาก Help Desk จริงๆ ระบบ Windows 7 ก็มีฟังก์ชั่นและเครื่องมือการตอบปัญหาที่จะทำให้การหาทางแก้ไขปัญหานั้นรวดเร็วทันใจ
  8. สร้างและจัดการไฟล์อิมเมจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น Deployment Image Servicing and Management (DISM) เป็นเครื่องมือตัวหนึ่งในระบบ Windows 7 ที่เป็นตัวกลางคอยสร้างและเซอร์วิสอิมเมจของระบบวินโดวส์แบบออฟไลน์ ผู้ดูแลระบบสามารถใช้งานฟังก์ชั่นที่เกี่ยวกับอิมเมจได้หลาย ๆ ตัวในฟังก์ชั่นตัวนี้ ตั้งแต่การ Mount และ Unmount อิมเมจของระบบ การเพิ่ม การถอด การแจกแจงจำนวนไดรฟ์เวอร์และแพ็คเก็ตต่างๆ การเปิดและปิดฟังก์ชั่นในระบบ Windows การทำให้เป็นค่าสากล และการเก็บค่าอิมเมจแบบออฟไลน์ ระบบ Windows 7 ยังมีกระบวนการและเครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเครื่อง Virtual (VHD) และไฟล์อิมเมจแบบ native file-based (WIM)
  9. การโอนข้อมูลและโปรไฟล์ของผู้ใช้งานที่ง่ายขึ้น ระบบ Windows 7 ยังได้ทำให้เครื่องมือด้านการโอนข้อมูลอย่าง User State Migration Tool (USMT) นั้นใช้งานได้มีประสิทธิภาพขึ้น ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เป็นหน้าจอการป้อนคำสั่งที่เอื้อให้คุณสามารถโอนข้อมูลจำพวกค่าระบบปฏิบัติการ ไฟล์ต่างๆ และข้อมูลโพรไฟล์ของผู้ใช้งานจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง ในระบบ Windows 7 ยังได้ทำให้ USMT นั้นสามารถเก็บข้อมูลและค่าระบบของผู้ใช้งานเก็บไว้ที่ใดที่หนึ่งในไดรฟ์ และไม่จำเป็นต้องย้ายไฟล์นั้นไปเก็บไว้ที่อื่นในระหว่างการลงระบบ
  10. เพิ่มผลิตผลของผู้ใช้งานในออฟฟิศตามสาขา ระบบ Windows 7 ได้เปิดตัวฟังก์ชั่น BranchCache ซึ่งจะเก็บไฟล์และเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่มีการเรียกเข้าใช้งานจากคอมพิวเตอร์ตามสาขาต่างๆ ไว้ในแคช เพื่อให้มีการเข้าถึงข้อมูลนี้ได้ในอนาคตอย่างรวดเร็วขึ้น ตัวแคชนี้สามารถเก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางตามสาขาต่างๆ หรือจะเก็บไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานได้เลย แต่มีข้อควรระวังอย่างเดียวคือ ถ้าคุณต้องการใช้งานฟังก์ชั่น BranchCache ให้ได้ประสิทธิภาพละก็ คุณต้องลงระบบ Windows Server 2008 R2 ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่เกี่ยวข้องด้วย

บทความนี้คัดลอกบางส่วน สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่นี่ http://www.microsoft.com/thailand/technet/win7and10things.aspx

Share
0

โหลดคลิปวีดีโอบน Youtube แบบไม่ต้องพึ่ง Software

September 1, 2011

ว่าด้วยเรื่องการ Save หรือโหลดไฟล์วีดีโอบน Youtube ผมคิดว่ามันคือปัญหาของหลายๆคน พอเราดูคลิปบนยูทูปเสร็จ เกิดความรู้สึกอยากเซฟอยากเก็บอยากโหลดคลิปนั้นเก็บไว้ เอาล่ะหว่า…ทำไงดี search หาคำตอบตามเวปโน้น เวปนี้ไม่ได้ซะที บ้างก็ให้โหลด Software ช่วยโหลด Software ฟรีๆพวกนี้โหลดไปก็เจอแต่บรรดา Spyware เฮ้อ… แต่ผมจะบอกให้ครับ

วีธีที่ทำคือ ใช้อความสามารถของตัว Windows เองเป็นตัวเก็บไฟล์วีดีโอ ที่เราคุ้นๆกันว่า Cache นั่นเอง

มาเริ่มกันเลยครับ

หาคลิปเป้าหมายให้เจอ ผมใช้ Concert X-Japan เป็นตัวอย่างนะครับคลิปอื่นๆก็ทำเหมือนกัน

 

เมื่อเปิดคลิปที่ต้องการให้รีบเลือกคุณภาพของไฟล์วีดีโอ เช่น 480 , 720p, 1080p เลือก ให้สูงที่สุดไปเลยครับเราจะโหลดเก็บไว้ทั้งที ในคลิปนี้ผมเลือก 1080p จะได้ดู Cencert แบบชัดๆ

นั่งรอไปให้มันโหลดให้เสร็จ ดูจากแถบสีเทาๆครับ(ลูกศรสีแดงชี้) ระหว่างนี้ก็ Pause video ได้ครับ รอมันโหลดไป

พอแถบวีดีโอโหลดเสร็จแล้ว ให้เราไปที่ Tools > Internet Option

กดที่ Setting ตรงลูกศรสีแดง

คลิ๊กที่ Viewfile เผื่อให้มันพาไปหาที่อยู่ของ Internet Cache file

ณ.ตอนนี้ไฟล์วีดีโอที่เราต้องการนั้นได้อยู่ใน Folder Internet Temp. แล้ว วิธีหาก็คือ 1. กด F5(Refresh) 1 ครั้ง เพื่อน update ข้อมูลใหม่ๆ 2.คลิ๊กที่คอลั่ม Size เพื่อเป็นการ Sort เรียงไฟล์ตามขนาด จะสังเกตเห็นว่าไฟล์วีดีโอจะมีขนาดใหญ่ มันก็จะอยู่ใน list บนๆ แล้วเราทำการ Copy ไฟล์ออกมาเลยครับ นั่นคือไฟล์วีดีโอที่เราต้องการ

พอได้ไฟล์วีดีโอที่ต้องการมาแล้วก็ทำการเปลี่ยนชื่อไฟล์ แล้วจะเอาไปทำเป็น dvd หรือโมเป็น clip เก็บไว้ดูส่วนตัวก็สุดแล้วแต่ครับ

ลองทำดูครับ หวังว่าคงมีประโยชน์กับหลายๆคนหรือคนไม่อยากลง Software download youtube เพิ่มเติมครับ

ระบบอ้างอิง Windows 7 x64 + Internet Explorer 8

Share
0

ว่าด้วยเรื่องการลบไฟล์บน Windows และ Recycle bin

April 5, 2010

คุณเบื่อกับ Dialog นี้มั๊ย ยืนยันว่าคุณจะลบไฟล์หรือไม่

ยืนยันการลบไฟล์?

ต้องมาตอบ Yes หรือ No กันเรื่อยๆ ไม่เบื่อกันบ้างเหรอ

ถ้าไม่อยากให้มันถามมาที่นี่เลยครับ

  1. คลิ๊กขวาที่ถังขยะ หรือ Recycle bin แล้วไปที่ Properties
  2. เอา check box ออกหน้า Display delete Comfirmation dialog
  3. กด OK

รูปวิธีเซ็ทยกเลิกการยืนยันลบไฟล์

เท่านี้เวลากด Delete ไฟล์มันก็จะไม่ถามอีก มันจะวิ่งไปลงในถังขยะอัตโนมัติเลย

วิธีข้างบนเป็นการยกเลิก dialog ยืนยันการลบไฟล์ลง Recycle bin(ถังขยะ) สำหรับคนขี้เกียจหรือรำคาญมันไปแล้ว ถ้าเราลบผิดหรือเกิดจะใช้ไฟล์ที่ลงถังขยะขึ้นมาก็สามารถ Restore ไฟล์กลับมาได้
ในขณะเดียวกันถ้าเราจะลบแบบถาวร เราก็จะต้องไปตามลบในถังขยะอีกทีคือ การ Empty Recycle bin อีกครั้ง

สำหรับคนที่ ขี้เกียจกว่านั้น (ตัวผม) ต่อไปจะเป็นการลบถาวรแบบไม่ลงไปที่ Recycle Bin(ถังขยะ) เลย คือกด Delete แล้วหายทันทีแบบถาวรไม่มีถามไรก่อนด้วย

ไปที่เดิมครับ คลิ๊กขวาที่ Recycle bin แล้ว Properties (อีกวิธีในการ ดู Properties ของ Icon พวกนี้คือ กด Alt + คลิ๊กครับ)

คราวนี้เราเอา Checx box อันบนออกที่เขียนว่า Do not move files to the recycle bin. Remove fiels  immediately when deleted

กด OK

ลบไฟล์แบบถาวร

ทดลอง สร้าง text file แล้วลองลบดู

คุณจะเห็นว่า มันจะไม่มี Dialog เด้งขึ้นมาถามการยืนยัน และที่าคัญมันไม่ได้ลงไปสู่ถังขยะอีกด้วยครับ

สำหรับคนขี้เกียจระวังหน่อยนะครับ วิธีแบบนี้มันอันตราย โอกาศพลาดสูงครับ

ผมเคยพลาดต้องหา เอา Software พวก Recovery มากู้กันยกใหญ่

Note : เวลาจะทดลองลบไฟล์ แนะนำสร้าง text file เปล่าๆมาลบนะครับ

อีกวิธีที่สามารถ ลบไฟล์ถาวรแบบไม่ลง Recycle bin คือ กด Shift + Delete ครับ

ทิปเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับ Recycle Bin

เราสามารถปรับขนาดของ Recycle Bin(ถังขยะ) ของเราได้ คือการปรับลด Size การจองที่ของถังขยะนั่นเอง

ปรับขนาด Size ของถังขยะ

เลื่อนขนาดได้ตามต้องการ Maximium Size of Recycle Bin

มีคำถามตามมาอีกว่า การปรับขนาดของถังขยะ จะมีผลยังไงกับเครื่องของเรา

คือถ้าปรับขนาดไว้เยอะ มันก็จะจองที่ไว้สำหรับถังขยะเยอะเท่านั้นเอง

หรือถ้าคุณปรับน้อยมันจะมีผลต่อไฟล์ที่มีขนาดใหญ่กว่าถังขยะคุณ ตัวอย่างรูปด้านล่าง

จะเห็นว่า ไฟล์มีขนาด 4.2G ซึ่งถังขยะผม Set ไว้ที่ 4G ทำให้มันไม่สามารถ ทิ้งไฟล์ดังกล่าวลงถังขยะได้ แล้ว ระบบมันจะพยายามลบแบบถาวรครับ

ลบไฟล์ที่มีขนาดใหญ่กว่าถังขยะ

Share
0

ใช้ Start Run ให้เป็นประโยชน์

April 4, 2010

Menu Start > Run ของ Windows นั้นมีประโยชน์มากสามารถทุ่นเวลาในการทำงานใช้งาน windows ได้มาก และอีกอย่างหนึ่งคือที่เกิดกับตัวผมเองคือพอ Version Windows เปลี่ยน เช่น Windows XP, Windows Vista, Windows 7 เมนูการเข้าถึง Program มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนที่ คลิ๊กหาไม่ค่อยเจอ แต่การใช้ Start Run เพื่อ Access Program ต่างๆของ Windows ก็ยังคงเหมือนเดิม

เอาที่ผมใช้บ่อยๆ ก่อนละกัน กด Windows Logo + r เลย ครับ

cmd ไว้เปิด Command promt
notepad ตรงๆเลยเปิด notepad
calc เปิดเครื่องคิดเลข
msconfig เปิด System Configuration Utility (ไว้แก้ไขพวก Start up run )
regedit เปิด Registry Editor 
services.msc เปิด Services Management Console
control เรียก Control panel
mstsc เรียก Remote desktop connection
เรียก Browse network ผ่าน unc path (Universal Naming Convention or Uniform Naming Convention) ไปเครื่องต่างๆ โดยพิมพ์ \\ตามด้วย ip address เครื่องปลายทาง หรือชื่อเครื่อง
เช่น \\192.168.0.100
ping เครื่องใน network ใช้ ping ip address ปลายทาง -t
เช่น ping 192.168.0.100 -t ( ยกเลิกกด Ctrl + c )

cleanmgr – เปิด Disk Clean-up

ncpa.cpl เปิด Network Connection ( อันนี้ใช้บ่อยมากๆ )

Share
0

ทิปการใช้งาน Windows ของผมเองเอามาบอกกัน อาจจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคน

April 3, 2010

“เฮ้ย เมื่อกี้กดไรวะ” ผมได้ยินบ่อยๆตอนไปแก้ปัญหา User เลยมีความคิดว่ามีคนต้องการทิปหรือเทคนิคการใช้งาน Windows อยู่ไม่น้อย

ปุ่ม Windows logo + m ย่อทุกอย่างลงหมด คือการ Minimize ทุก Windows ที่เปิดอยู่นั่นเอง (ใช้บ่อยๆเวลานายมาเมื่อเราเล่นเกมส์ปลูกผักบน Facebook อยู่) แต่ผมไม่ได้เล่นนะ มันติงต๊อง ฮ่าๆๆ
Windows logo + e เปิด New windows Explorer ขึ้นมา
Windows logo + r เปิด Run dialog (Post ต่อไปผมจะนำ command ที่ใช้บ่อยๆกับ Dialog Run มาบอกกัน)
Windows logo + l Lock Computer (ใช้เวลาลุกไปเข้าห้องน้ำไงครับ ไม่ให้คนอื่นเข้ามาล้วงความลับ)
Windows logo + Pause Break ใช้เปิด System Properties ใช้บ่อยๆ เวลาไปเดินดู Spec Notebook,PC ตามงานต่างๆ
Windows logo + f เปิด Search dialog
กด Ctrl + Alt + Del 2 ครั้ง พร้อมๆกัน ที่หน้า Welcome Screen จะสามารถ พิมพ์ Logon User Administrator ได้

ใน IE

กด Ctrl ไว้ตอน click link เพื่อให้มันเปิดเป็น New Tab
กด Shift ไว้ตอน Click link เพื่อให้มันเปิด link ที่  New Windows
Ctrl + f เพื่อหา Search หาข้อมูลบนหน้านั้นๆ
Ctrl + t เพื่อ New Tab
Ctrl + w เพื่อปิด Tab ปัจจุบัน (ไม่ต้องเอา mouse ไป click กากบาทเล็กๆ บน Tab ลำบาก)

Ctrl + D เปิด Dialog Add Favorite ไว้บันทึกหน้าเวปที่เข้าบ่อยๆ

Ctrl + Q เปิดดู Tap ทั้งหมดที่เราเปิดไว้ เรียกว่า Quick Tap

Ctrl + P เรียก Print Dialog สำหรับการ Print หน้านั้นๆ

โดยปกติส่วนใหญ่จะปิดแค่หน้าจอแค่นั้นตอนพักเที่ยง เราขอแนะนำให้ใช้ Function Hibernate ตอนปิดเครื่องซะตอนไปกินข้าวเที่ยง เพื่อประหยัดไฟ ยืดอายุเครื่อง ภาษาชาวบ้านคือ Save State เดิมนั่นเอง
คือพอเปิดเครื่องขึ้นมาทุกอย่างจะอยู่เหมือนเดิมหมด ไม่ว่าจะเป็น Program ที่เปิดใช้ File ที่เปิดใช้หน้าเวปต่างๆ และอื่นๆ
วิธีใช้ก็คือไปที่ Shutdown เครื่องนั่นล่ะ พอเปิดขึ้นมา ถ้าเห็น 3 ปุ่มคือ Stand By Turn Off Restart ให้กด Shift ค้างจะปุ่ม Stand By จะกลายเป็น Hibernate
แต่เราจะต้องเปิดใช้ Function Hibernate ก่อนนะครับ

เวลาใช้งานจริงๆ มันมีเยอะกว่านี้มาก แต่ให้มานั่งคิดแล้วก็เขียนมันนึกไม่ออกจริงๆอ่ะ….จะมาเพิ่มให้เรื่อยๆละกัน

Share
9

ทำไมลง Kaspersky ไม่ได้มันฟ้องยังมี Mcafee อยู่

April 2, 2010

ผมคิดว่าหลายๆคนคงเคยเจอปัญหาแบบนี้ ลง Anti-Virus Kaspersky ซักพัก มันไม่ให้ลงพร้อมกับฟ้องว่า เครื่องคุณมีโปรแกรม Anti-Virus Mcafee อีกตัว อ้าวอะไรหว่า เพิ่ง Uninstall ไปเมื่อกี้เอง ดูใน Add/Remove program ก็ไม่มีหา Program ที่พวก Uninstall อย่าง Your! Installer มาใช้ก็ยังไม่ได้

ปัญหาคือ remove mcafee antivirus ไม่ได้ทั้งๆที่ ลบ หรือ uninstall mcafee ออกไปอย่างถูกต้อง

ลบ mcafee ไม่ได้

ลองไปหาอ่าน FAQ ที่เวป Mcafee จึงได้คำตอบว่า ต้องใช้ Tools ตัวนึงของ Mcafee เอง ที่ชื่อ  McAfee Consumer Product Removal Tool (MCPR.exe)

Download ที่นี่ McAfee Consumer Product Removal Tool

หรือ จากเวป Mcafee

http://download.mcafee.com/products/licensed/cust_support_patches/MCPR.exe

โปรแกรมที่ Software ตัวนี้สามารถถอนได้

Affected Products:
McAfee Security Center
McAfee VirusScan
McAfee Personal Firewall Plus
McAfee Privacy Service
McAfee SpamKiller  McAfee Wireless Network Security
McAfee SiteAdvisor
McAfee Data Backup
McAfee Network Manager
McAfee Easy Network
McAfee AntiSpyware

ใช้งานไม่ยากเลยครับ Double Click แล้วก็รอ… พอ Complete แล้ว Restart

ลงโปรแกรม Kaspersky อีกรอบ….ผ่านฉลุยครับ

Related keyword : ถอน mcafee ให้หมด,remove mcafee,ลบ mcafee anti virus ไม่ได้,remove mcafee antivirus ไม่ได้

Share
0

Hibernate คือ อะไร ใช้งานยังไง มีประโยชน์ยังไง แล้วไปเปิดที่ไหน

April 2, 2010

Hibernate แปลว่า จำศีล ตาม Dictionary ถ้าเรามาเปรียบกับหลักการทำงานมัน ก็หมายถึง การจำศีลสถานะเครื่องนั่นเอง

หัวใจหรือจุดประสงค์ของการใช้งาน Hibernate คือ การจำหรือคงสถานะการทำงานปัจจุบันทั้งหมด ณ.ที่เราใช้งานอยู่ไว้ อาทิ เช่น โปรแกรมต่างๆ เวปไซต์ต่างๆ ไม่ว่าจะกี่หน้า กี่โปรแกรม พอใช้ Hibernate ตอนปิดเครื่อง พอเปิดเครื่องขึ้นมา ทุกอย่างเหมือนเดิมครับ ทำงานต่อได้เลย ดูเวปไซต์ต่อได้เลย สะดวกมั๊ยล่ะครับ

หลักการทำงานของ Hibernate คือ เมื่อเราสั่งใช้ Hibernate ระบบจะอ่านข้อมูลที่อยู่ Memory(Ram) ทั้งหมดในขณะนั้นเก็บลงสู่ Harddisk แล้วจึง Shutdown เครื่อง พอเราเปิดเครื่อง ระบบก็จะเอาข้อมูลที่เก็บ Harddisk กลับคืนสู่ Memory(Ram) ทำให้เราสามารถทำงานต่อได้ปกติ

แล้วเราจะใช้มันเมื่อใดล่ะ
ใช้ได้ตลอดอ่ะครับ แล้วแต่สะดวก ง่ายที่สุดคือ ตอนพักเที่ยงทำงานไงครับ เราเปิดงานค้างอยู่มากมาย หรือนั่งดูเวปไซต์ต่างๆไว้เพียบ เพื่อนมานั่งรอกินข้าวเที่ยงแล้ว เราก็ซัด Hibernate ซะเลย กินข้าวกลับมาเราก็ทำทุกอย่างต่อได้ เหมือนตอนก่อนกินข้าวยังไงอย่างงั้น
มีคำถามเพิ่ม อ้าวกินข้าวก็แค่ 1 ชม เปิดเครื่องไว้เลยจะมีปัญหาอะไร ไม่มีหรอกครับ แต่ถ้าคุณใช้ Hibernate สิ่งที่คุณจะได้คือ ประหยัดไฟที่เพิ่มขึ้นไงครับ และที่ตามมาคือยืดอายุอุปกรณ์ต่างๆของ Computer ได้อีกทางนึงด้วยครับ

หรือ อีกเคส ส่วนตัวผม นั่งเปิดเวปทำงาน เวลาทำงานบางอย่างที่ต้องหาข้อมูลทาง Internet เยอะๆ เปิดเวปไซต์ 10 20 หน้า แฟนมาชวนไปเที่ยว ก็ต้องใช้ Hibernate ไว้เพื่อจะมาทำงานต่อทีหลัง
หรือ อีกเคส เวลาเล่นเกมส์ มีเหตุทันด่วนที่ต้องออกไปข้างนอก (มันยังไม่ถึงจุด save นิทำไงดี) ก็ใช้ Function Hibernate ให้เป็นประโยชน์ครับ

แล้วจะเปิดใช้งาน Hibernate ที่ไหน?

ไปเปิดการใช้งานที่ Control panel ในส่วนของ Power Options แล้วไปที่ Tab Hibernate แล้วก็ Check Box ที่ Enable Hibernate
หรืออีกวิธี เปิด Command line พิมพ์ powercfg –h on (ในกรณีเดียวกันถ้าหากจะปิด ก็ใช้ powercfg –h off)
พอเราได้เปิดใช้งานแล้ว Windows จะสร้างไฟล์ขึ้นมา 1 ไฟล์ชื่อ hiberfil.sys มีขนาดเท่ากับแรมในเครื่องเราครับ

เปิดใช้งาน hibernate

เวลาจะใช้ก็เลือก Turn Off Computer แล้วก็เลือกที่ Hibernate (อาจจะต้องกด Shift เพื่อ show ปุ่ม Hibernate) แค่นั้นครับ

hiberfil.sys

 

*** ข้อสังเกตระบบจะใช้พื้นที่ในการ Hibernate เท่ากับขนาดของ Memory(Ram) ของเครื่อง Computer ฉนั้น พื้นที่ส่วนนึงของ Harddisk จะหายไปครับ

Share
1

ไไไใเนนเสำใแนท ค่อยๆพิมพ์ เปลี่ยนภาษาก่อนนะ

April 1, 2010

ไไไใเนนเสำใแนท = www.google.com

ไไไใเนนเสำใแนท

ไไไใเนนเสำใแนท

คนที่รีบๆจะเป็นอย่างนี้ล่ะ เหอๆ…. วิธีแก้คือ….ยังคิดไม่ออกครับ….

Share
0

How to clean virus from your computer work

March 26, 2010

สแกนไวรัสยังไง ให้ได้ประสิทธิภาพ สูงสุด

Scan ยังไง ไวรัส ก็ไม่หมดซะที เหตุการณ์คงทำให้หลายๆคนปวดหัวมาบ้างไม่มากก็น้อย ผมมีวิธีมาแนะนำ ก่อน scan Virus ลองทำแบบนี้ดูครับ เพื่อให้การ Scan virus ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เพราะ virus

computer นั้นมันไม่ได้แค่ติดเชื้อที่ file เป็นแค่อย่างเดียว แต่มันยังฝังอยู่ในอีกหลายๆ ส่วนตามที่ต่างๆของ Windows

Update dat file antivirus ถ้าเป็นของแท้ก็ง่ายหน่อย update ได้เลย(สำคัญมาก)

เริ่มจาก ลบไฟล์ขยะของเครื่องออก (ตามถนัด)
อย่างง่ายก็ Start > Program > Accessories > System Tools > Disk Cleanup หรือ Start > Run พิมพ์ cleanmgr

Disable system restore ทิ้งซะ ไวรัสมันชอบฝัง
Start > Program > Accessories > System Tools > System Restore

ปิด page file หรือ Virtual memory นั่นล่ะ
คลื๊กขวาที่ My Computer ไปที่ Properties > Advanced > ในส่วน Performance คลิ๊ก Setting ไปที่ Tab Advanced อีกที เลือก Change เลือก No Paging file

คลิ๊ก Set

เข้า msconfig ดู tab start up อะไรน่าสงสัย เอาออกให้หมด ไม่ให้มัน run
Start > Run พิมพ์ msconfig ไปที่ Tab Start up

หา Services แปลกๆ เอาเอาออกไม่ให้มัน Run โดย พิมพ์ msconfig แล้วไปที่ tab Services > Check box ที่ Hide all Microsoft Services แล้วหาดูว่ามี Service

อะไรแปลก Start อยู่รึป่าว

restart เครื่อง กด F8 เข้า safe mode > Run anti virus scan

นอกนั้นแล้วแต่ดวง

Scan แล้วอย่าลืมไปเปิด Virtual Memory กับ System restore ด้วยล่ะ

Share
0

Easy way to fix and repair windows system files by sfc command

March 26, 2010

คงเคยลง program third party ต่างๆบน Windows อยู่ดีๆ แล้ว Windows ก็เกิดอาการ เอ่อ ขึ้นมาหรือเกิดอาการ แปล่งๆ หรือไม่ก็อีกอย่าง Virus บางตัวแผร่เชื้อไปใน Windows system file ของคุณแล้ว

วิธีแก้อย่างง่าย ก่อนที่จะถึงขนาด repair windows ก็คือ ใช้ command ของ windows ที่ให้มาคือ

“sfc” :  System File Checker

Windows ที่ใช้ sfc command ได้คือ Windows 2000,Windows XP,Windows Vista,Windows 7

ทาง Microsoft ให้คำจำกัดความ sfc command ว่า “System File Checker gives an administrator the ability to scan all protected files to verify their versions. If System File Checker discovers that a protected file has been overwritten, it retrieves the correct version of the file from the cache folder (%Systemroot%\System32\Dllcache) or the Windows installation source files, and then replaces the incorrect file. System File Checker also checks and repopulates the cache folder. You must be logged on as an administrator or as a member of the Administrators group to run System File Checker. If the cache folder becomes damaged or unusable, you can use the sfc /scannow, the sfc /scanonce, or the sfc /scanboot commands to repair its contents. ”

สรุปง่ายๆคือ คำสั่ง sfc จะทำการตรวจหาไฟล์ของ windows พวก System พวก dll ว่า Version หรือ Signature ถูกต้องมั๊ยถ้าไม่ถูก มันก็จะทำการ Replace Version ที่ถูกต้องลงไปแทน

อย่ารีรอ เปิด command ขึ้นมา พิมพ์ sfc /scannow

** ก่อนใช้ command sfc ต้องใส่แผ่น windows ใน cd-rom ด้วยครับ

เพิ่มเติม option ของ command sfc พิมพ์ sfc/?

ตัว command sfc จะ check version ของ system file ถ้า system ตัวไหนมีปัญหา หรือไม่ใช่ Version ของมันก็จะ copy system file จาก windows cd ลงไปให้โดยอัตโนมัติครับ

Command Option ที่สำคัญคือ

/SCANNOW Scans all protected system files immediately. (เริ่มสแกนทันที)
/SCANONCE Scans all protected system files once at the next boot.(ทำการสแกนเมื่อเริ่ม Windows ครั้งต่อไป)
/SCANBOOT Scans all protected system files at every boot.(ทำการสแกนทุกครั้งที่ boot)

sfc command

Share
0